เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
มาส่งการบ้านของราห์ลครึ่งหลังค่ะ (ครึ่งแรกอยู่ที่นี่ค่ะ อ่านต่อกันได้เลยนะคะ)
 
คำเตือน: Text ล้วนและยาวมากเช่นเดิม
 
 
 
 
แปะตัวช่วยของศจ. น็อกซ์อีกครั้ง
 
 
 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++ 
 
 

 

การบ้านวิชาศาสตร์เวทมนตร์พื้นฐาน กับผงชักนำจิตใต้สำนึกส่วนสุดท้าย....

 

ทั้งๆ ที่น่าจะกดดันกับโอกาสที่เหลือเพียงครั้งเดียวหลังจากเสกได้อะไรแปลกๆ สะเปะสะปะมาสองวันซ้อน แต่ในใจของราห์ล คาซา กลับมีความรู้สึกบางอย่างว่าเขาจะทำสำเร็จแน่ๆ ในครั้งสุดท้ายนี้

  

 

ในบางครั้งที่หลับตาลงแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป...เหมือนกับจะเห็นลางๆ แล้วด้วยซ้ำว่าจะเสกได้อะไร...

 

 

ในมือถือคทาเหมือนเคย ข้างหลังเป็นรูมเมทจอมจิกกัดเหมือนเคย

  

 

เส้นผมสีน้ำตาลไหม้


ผงชักนำจิตใต้สำนึกหนึ่งในสาม


คทา


คน...

 


ทุกอย่างเหมือนเดิม...แต่ก็มีอะไรที่ต่างออกไป...

 

 

  

ราห์ลหลับตาลงช้าๆ ไม่รีบเร่ง แทนที่จะรวบรวมสมาธิเหมือนที่เคยทำมา ร่างบางกลับปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป...

 

...คล้ายจะเกาะกุมความอ่อนหวานในวันวาน...

 

 

 

กลิ่นหอมของดอกไม้

 

มือที่อบอุ่น

 

งูยักษ์สีเขียวแก่

 

.

 

รอยยิ้ม

 

เสียงหัวเราะ

 

กางเกงที่ใช้แสดงละคร

 

.

 

โลหะเย็นๆ

 

รอยยิ้มเศร้าๆ

 

คำบอกลา...

 

 

  

...ทุกอย่างเรียงร้อยเป็นสิ่งเดียว...

 

 

 

 

....กิ๊ง....

 

เสียงแผ่วๆ ของโลหะกระทบพื้นโต๊ะดังขึ้นอย่างเรียกร้องความสนใจ ราห์ลเพียงแค่ยิ้มบางๆ

 

...อิ่มเอมกับความรู้สึกที่ได้รับมากกว่าจะสนใจผลลัพธ์ของมัน...

 

...ผลลัพธ์ที่ราวกับจะรู้อยู่แล้วว่าจะได้อะไร...

 

 

  

แต่แล้วก็เป็นเสียงถอนหายใจเบาๆ ของรูมเมทอีกเช่นเคยที่ทำให้ต้องลืมตาขึ้น...แม้จะรู้อยู่แล้วว่าถอนหายใจทำไม

...ก็ของที่เสกได้คราวนี้มันไม่ตลกเหมือนสองครั้งที่ผ่านมานี่นา

 

 

ราห์ลลืมตาขึ้นช้าๆ อมยิ้มให้กับการบ้านของตัวเอง...

  

มงกุฎทองเหลืองอันเล็กๆ ขนาดพอเหมาะสวมให้เด็กวัยไม่เกินแปดขวบนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น รูปทรงบางส่วนบิดๆ เบี้ยวๆ อย่างฝีมือของคนที่ไม่ชำนาญนัก โลหะสีทองหมองลงไปตามกาลเวลา แต่แก้วใสสีน้ำผึ้งที่ฝังอยู่ก็ยังคงส่องประกาย

 

...สีเดียวกับดวงตาของเขา...

 

 

 

 

"อะไรกันรูมเมท ไม่นึกว่านายจะมีจิตใต้สำนึกน่าเบื่อๆ แบบนี้ด้วย อยากเป็นพระราชากับเขาบ้างรึไง"

 

"ก่อนจะพูดอะไรช่วยดูหน่อยเถอะนะรูมเมท มงกุฎเบี้ยวๆ อันเท่านี้จะไปเป็นกษัตริย์ที่ไหนได้

 

...ไม่ใช่หรอก...มันสำคัญกว่านั้น...สำคัญมาก..."

 

  

 

 

ราห์ลวางคทา เอื้อมมือไปหยิบมงกุฎขึ้นมาส่องกับแสงไฟแล้วหมุนช้าๆ...

 

ตัวอักษรที่สลักอยู่ภายในเผยตัวออกมาให้เห็นอย่างที่ราห์ลรู้ดีว่ามันจะต้องอยู่ตรงนั้น...

  

Keith & Rahl

 

 

 

 

รอยยิ้มบางบนริมฝีปากค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้าง กลายเป็นเสียงหัวเราะร่วน

 

 

 

อะไรกัน...

 

ไม่ใช่ไส้เดือนสักหน่อย ไม่ใช่กางเกงฟักทองด้วย...

 

 

ของที่เขาควรจะเสกได้...งูยักษ์...กับกางเกงพองๆ ของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสาม

 

 

หรือมากกว่านั้น...ถ้าเวทมนตร์ของเขาแกร่งกล้ากว่านี้....

 

 

...เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีที่อบอุ่นราวกับแสงตะวัน มือหยาบกร้านแต่ให้สัมผัสอบอุ่น และเสียงที่น่าฟังแม้จะแตกพร่าเพราะเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม...

 

 

 

.....เพื่อนคนแรก...พี่ชายคนแรก.....

 

 

..........ความรักครั้งแรก...............

 

 

 

 

..........คีธ.........

 

  

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

  

มือใหญ่เกาะกุมมือเล็กของเด็กน้อยวัยแปดขวบไว้มั่นขณะพาถอยออกมาช้าๆ จนพ้นรัศมีของงูยักษ์สีเขียวแก่ตัวนั้น ร่างเล็กยังคงสั่นระริกเมื่อดวงตาสีเข้มหันมาสบดวงตาสีน้ำผึ้ง

 

“เป็นอะไรรึเปล่า?”

 

ราห์ลส่ายหน้ารัวๆ ปากสั่นจนพูดอะไรไม่ออก คิ้วเข้มของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันก่อนถ้อยคำที่ไม่อ่อนโยนเหมือนการกระทำจะหลั่งไหลออกมาจากปาก

 

“ยุ่ง”

“ดื้อ”

“หาเรื่อง”

“ดึกแล้วทำไมไม่ไปนอนดีๆ หือ?”

 

ราห์ลอ้าปากพะงาบๆ อย่างเถียงไม่ออก ทำได้แค่ตอบไปตามจริงด้วยเสียงที่สั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง

 

“กะ...ก็ ดอกไม้...มัน...มัน...”

 

ดวงตาสีเข้มที่มองมาส่อแววดุอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากได้รูปเม้มเข้าหากันแทบเป็นเส้นตรง คิ้วขมวดยิ่งส่งให้ใบหน้าคมจัดจนติดจะน่ากลัวหน่อยๆ ขู่ขวัญเด็กน้อยจนกระเจิง

 

 

...ราห์ล คาซาในตอนนั้นทำในสิ่งที่เด็กแปดขวบพึงทำเมื่อกลัวจนทำอะไรไม่ถูก...

 

.....ร้องไห้.....

 

 

เด็กน้อยปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น ทำเอาต้นเหตุถอนหายใจเฮือกก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ แขนแข็งแรงโอบร่างเล็กมาชิดตัวแล้วขยี้ผมสีน้ำตาลไหม้นั่นเบาๆ

 

“ไม่เอาน่า...อย่าร้องสิ วันหลังก็อย่าทำอย่างนี้อีกแล้วกัน มันอันตรายรู้มั้ย”  ราห์ลได้แต่พยักหน้าหงึกๆ อยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงนั้น ปล่อยให้สัมผัสอบอุ่นปัดเป่าความกลัวออกไปช้าๆ จนสงบลง...

 

 

 

 

แสงจันทร์อ่อนบาง

 

กลิ่นดอกไม้ยังคงกรุ่นหอม

 

แต่สัมผัสอบอุ่นกำลังจะไป...

 

 

 

มือเล็กดึงชายเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ

“ชื่อ...พี่ชายชื่ออะไร”

 

รอยยิ้มบางแตะแต้มมุมปากของเด็กหนุ่มที่มองร่างเล็กอย่างเอ็นดู มือใหญ่ขยี้ผมสีน้ำตาลไหม้แรงๆ ก่อนจากไปพร้อมคำที่ไม่คล้ายคำกล่าวลา

 

“คีธ...”

“แล้วเจอกันนะ ราห์ล คาซา เด็กน้อยขี้แย...”

 

 

 

 

เอ๊ะ...

 

เขายังไม่ได้บอกชื่อนี่นา...

 

....แล้วคีธรู้ได้ยังไงกันนะ?

  

 

  
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 

 
ครอบครัวช่างตีเหล็กประจำโรงละครฮาร์โมเนียส...
  
       ชื่อนี้กลายเป็นตำแหน่งของครอบครัวคีธในเวลาต่อมา ครอบครัวเล็กๆ จากซาเรสที่มีกันแค่สองพ่อลูกกลายมาเป็นส่วนสำคัญของโรงละครที่กำลังต่อเติม ทั้งอุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ นานา ทั้งโครงเหล็กที่ประกอบกับกระจกสีอันเป็นส่วนสำคัญของโรงละครล้วนแล้วแต่มาจากฝีมือของสองคนนี้ทั้งสิ้น...
  
ไม่แปลกอะไรที่คีธจะรู้จักลูกชายคนเดียวของโรงละครนี้ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้จักเขา...
 
 
 
 
 
จากกำลังสำคัญของโรงละครที่กำลังขยับขยาย
 
กลายมาเป็นคนสำคัญของเด็กน้อยผู้รับสืบทอด
  
ท่ามกลางพี่ๆ นักแสดงมากมายในคณะ คีธเป็นคนแรกและคนเดียวที่อายุไล่เลี่ยกันกับราห์ล
 
 
 
พี่ชายคนแรก...
  
 
เพื่อนคนแรก...
 
 
การแสดงครั้งแรก...บทพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสามในวัยเด็กจากเรื่องสามทหารเสือ...
 
 
ชุดแสดงชุดแรก...กางเกงป่องๆ ที่น่าเอ็นดูเหลือเกินในสายตาของคีธ...
 
 
        อุปกรณ์การแสดงชิ้นแรกที่เป็นของราห์ลจริงๆ...มงกุฎอันเล็กที่พ่อของคีธเป็นคนตีให้ เนื่องด้วยฝีมือและกำลังของเด็กหนุ่มในตอนนั้นยังไม่สามารถทำได้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว
 
 
 
 
 
ความเจ็บใจแบบเด็กๆ ของคีธในตอนนั้นกระตุกให้เด็กหนุ่มตระหนัก...และเริ่มตระหนก...
  
ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เด็กน้อยบนเวทีตรงหน้าเริ่มเป็นมากกว่าน้องชาย...
 

  
อ้อยอิ่ง...อ่อนหวาน...
 
เชื่องช้า...คีธก็เริ่มกลายเป็นมากกว่าพี่ชายในความรู้สึกของราห์ลเช่นกัน...
   
แม้แทบไม่ทันรู้สึก...แต่คีธก็กลายเป็นโลกทั้งใบ...
  
 
 
ยิ่งใกล้เท่าไร...ก็ยิ่งอบอุ่นใจ...
 
ยิ่งใกล้เท่าไร...ความอ่อนหวานในใจก็ยิ่งเพิ่มพูน...
 
 
 
 

 
 
เวลาเลยผ่าน...
 
 
โรงละครแล้วเสร็จ...
 
 
กระจกสีเข้าที่ อุปกรณ์การแสดงพร้อมสรรพ...
 
 
ค้อนและทั่งกำลังจะกลับไปสู่ที่ๆ จากมา...
 
 
 
 
 
ไม่มีอีกแล้วดอกไม้ในป่าที่เคยเด็ดมามอบให้
 
ไม่มีอีกแล้วเสียงทุ้มแหบพร่าที่เคยหยอกล้อ
 
ไม่มีอีกแล้วเด็กน้อยที่ยืนร้องไห้ด้วยความตระหนกในวันวาน
 
และจะไม่มีอีกแล้ว...เด็กหนุ่มเข้มแข็งที่คอยปลอบโยน...
 
 
 
 

 
 
วันสุดท้าย...
 
 
        "จะไปแล้วนะ" คุณลุงช่างตีเหล็กที่แสนใจดีขยี้ผมเด็กน้อยส่งท้ายก่อนจะเดินไปสมทบกับบรรดาคุณแม่ของโรงละคร...ไปตรวจสอบข้าวของที่ต้องนำกลับไปเป็นครั้งสุดท้าย...
 
 
 
ทิ้งไว้เพียงเด็กหนุ่มที่เหมือนแสงตะวัน...
  
กับเด็กน้อยที่เริ่มเติบโต...
 
 
 
 
 
"ฉันเคยบอกใช่ไหม ว่าราห์ลจะเล่นเป็นอะไรได้ เด็กตัวแค่นี้...
...ฉันเคยบอกใช่ไหมว่าบทกษัตริย์นั่นไม่เหมาะกับราห์ลเลย..."
 
 
ทำได้เพียงพยักหน้ารับ...สมาธิทั้งหมดใช้ไปกับการกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา...
 
 
"แต่ฉันไม่เคยบอกใช่ไหมว่าเจ็บใจแค่ไหน
...ที่มงกุฎแรกของราห์ลไม่ใช่ฝีมือฉัน..."
 
 
มือใหญ่ล้วงลงไปในกระเป๋าอย่างเคอะเขิน...ดึงเอามงกุฎทองเหลืองอันน้อยออกมา...
 
...บิดเบี้ยว ด้วยฝีมือที่ยังไม่ชำนาญนัก...
...หรือเบี้ยวเพราะมือที่ตีนั้นสั่นระริกด้วยไม่อยากเอ่ยคำลา?...
 
 
   
 
มงกุฎอันน้อยประดับศีรษะเล็ก
 
แก้วใสสีน้ำผึ้งเปล่งประกายสอดรับกับดวงตาสีเดียวกันที่วาวด้วยน้ำตาคลอ...
 
รอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนแสงตะวันยังคงไม่เปลี่ยนไปจากแรกเจอ...มีเพียงรอยเบาบางของความอาวรณ์ไหวระริก
 
 
 
 
"ลาก่อน...เจ้าชายน้อยๆ ของฉัน..."
 
มือเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากที่เอ่ยคำชวนให้ใจสลาย...
 

 
"ไม่เอา...ไม่เอาคำว่าลาก่อน"
 
 
เวลาและการฝึกฝนสอนให้ราห์ลรู้จักศาสตร์แห่งการแสดงอย่างลึกซึ้ง
 
การแสดงที่แท้จริง...ยิ้มได้แม้ใจกำลังสลาย...
 
...ต้องไม่มีน้ำตา...ในการพูดคุยครั้งสุดท้ายกับคนที่แสนสำคัญ...
 
...ต้องทำให้ได้...การแสดงฉากสุดท้ายของราห์ล คาซา แด่คีธ...
 
ริมฝีปากบางขยับยิ้มได้แม้แววตาสั่นไหว
 
 
 
"ถ้าอย่างนั้น...แล้วพบกันใหม่..."
 
สัมผัสอบอุ่นของริมฝีปากผ่าวร้อนแตะที่หน้าผากมน...
 
 
 
 
 
เหมือนเวลาหมุนกลับ...
 
ภาพที่ซ้อนทับกัน...
 
ถ้อยคำที่ไม่อ่อนโยนนักกับอ้อมแขนอุ่น
ปลอบโยนเด็กน้อยให้หยุดร้องไห้ในวันแรกที่พบกัน...
 
ถ้อยคำอ่อนหวานกับสัมผัสแผ่วบางบนหน้าผาก
กลับทำให้เด็กน้อยน้ำตาไหลในวันจากลา...
 
 
 
 
 "เด็กดี...เจ้าชายน้อย...อย่าร้องไห้เลย"
   
รู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่ริมฝีปากอุ่นแตะซับน้ำตาบนแก้มนวล
 
ผะแผ่ว...บางเบา...ไม่ต่างอะไรกับปีกผีเสื้อที่กระทบดอกไม้...
 
 
 
"แล้วพบกันใหม่นะ...ฉันสัญญา..."
  
สัมผัสบางเบาถอยห่าง...กำลังจะลอยลับ...
 
มือเล็กเอื้อมค้าง...ไม่ได้ยึดชายเสื้ออีกฝ่ายไว้เหมือนวันวาน
 
 
 
ฉากสุดท้ายที่ต้องจบให้สวยงาม...
 
 
 
มีเพียงรอยยิ้มแทนคำบอกลา...
 
 
"แล้วพบกันใหม่...คีธ...พี่ชาย..."
 
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 
แก้วใสสีน้ำผึ้งบนมงกุฎยังส่องประกาย
 
เช่นเดียวกับดวงตา...
 
ราห์ล คาซาในวัยสิบแปดปีกำลังมองมันแล้วยิ้ม...
 
เช่นเดียวกับคนตีที่กำลังยิ้มอยู่ในที่แสนไกล...
 
ถ้าได้พบกันใหม่เร็วๆ นี้ก็ดีสินะ...
 
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
ลงชื่อรูมเมทเป็นพยาน: เรน เวเลโน่
 
 

 
แอร่ก...จบแล้วค่ะทุกท่าน *ล้มตาย
 
เป็นการบ้านที่ยาวมากประดุจมหากาพย์ แยกอัพสองเอนทรี่ก็ยังยาวอยู่ดี ขอโทษศจ.น็อกซ์ในความเวิ่นด้วย
 
ใครที่เพิ่งมาอ่านเอนทรี่นี้แล้วมีเวลาเหลือ กลับไปอ่านเอนทรี่ก่อนได้นะคะเพื่อความต่อเนื่อง *ถูกฆ่า แค่นี้ก็ยาวไปแล้วววว
 
 
 
สรุปแล้วราห์ลส่งมงกุฎทองเหลืองค่ะ อยู่ได้ 18 ชั่วโมง ส่วนสองครั้งแรกที่เสกได้สลายหายไปเรียบร้อยแล้ว
 
 
ด้วยความที่ลูกอ่อนเวทเลยเสกได้ไส้เดือนสีเขียวกับกางเกงฟักทอง ทั้งๆ ที่ความจริงถ้าพื้นฐานเวทเหมือนคนอื่นๆ ก็จะเสกได้งูยักษ์สีเขียวกับกางเกงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ใช้แสดงครั้งแรก
 
 
 
จิตใต้สำนึกของราห์ลก็คือคนสำคัญในวัยเด็กล่ะนะคะ ด้วยความที่เจ้าตัวค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่มาก เลยออกจะโหยหาวัยเด็กอยู่เหมือนกัน
 
 
เห็นดูแก่ๆอย่างนี้ราห์ลก็มีวัยเด็กกับเขาเหมือนกันนะคะ!!! *ปาดน้ำตา*
 
 
 
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ *โค้งงามๆ
 
 
 
 
 
...ถ้าได้เจอกันอีกเร็วๆ ก็คงจะดีเนอะลูกแม่
 



edit @ 1 Dec 2011 03:23:10 by dearizm

 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
คำเตือน: Text ล้วนนะจ๊ะ (และยาวมากกกกกกกก)
 
 
 
ขอแปะตัวช่วยก่อน ผงชักนำจิตสำนึกจากศจ.น็อกซ์ค่ะ
 
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 

...การบ้านวิชาศาสตร์เวทมนตร์พื้นฐาน...
 
 

คำๆ นี้กวนใจราห์ลมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา สำหรับคนอ่อนเวทอย่างเขาแล้ว จิตใต้สำนึกของคนเราดูจะเป็นอะไรที่ซับซ้อนเกินกว่าเวทมนตร์จะแสดงออกมาได้ ถึงแม้จะมีผงชักนำจิตใต้สำนึกคอยช่วยก็เถอะ
 

...มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้นี่นา อดีตที่อยากลืม ความทรงจำที่เลือนลาง ของที่รัก คนที่ไม่มีวันได้มาอยู่เคียงข้างกาย...
 

รู้ตัวอีกทีมือเรียวก็ลูบคทาธรรมดาๆ ที่ซื้อมาจากร้านค้าหน้าโรงเรียนอย่างใจลอย...ลองทำดูให้มันรู้ไปก็แล้วกัน
 

ร่างเพรียวบางลุกขึ้นยืนที่กลางห้อง เรียกสายตาของรูมเมทที่มีเพียงคนเดียวให้มองตาม
 

"นายจะทำการบ้านงั้นเหรอราห์ล" เรน เวเลโน่ หัวหน้าชั้นปีอีกคนเงยหน้าขึ้นมาถาม ร่างสูงแข็งแรงเปลี่ยนท่าจากครึ่งนั่งครึ่งนอนเป็นนั่งขัดสมาธิมองมาจากบนเตียง มือใหญ่ยังคงลูบเวเน็ตต้าในอ้อมแขนอย่างทนุถนอม ราห์ลเพียงพยักหน้ารับเงียบๆ



 

เส้นผมสีน้ำตาลไหม้
 

ผงชักนำจิตใต้สำนึกหนึ่งในสาม
 

คทา
 

คน...

 



ราห์ลหลับตาลง ชี้ปลายไม้คทาไปยังกองผงและเส้นผมตรงหน้าก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกยาว...รวบรวมสมาธิอย่างที่เคยทำทุกครั้งก่อนขึ้นเวที
 
 
 
 

...คล้ายมองเห็นหมอกควันเลือนลาง...อ้อยอิ่ง อ่อนหวาน เหมือนหมอกรางในคืนเดือนมืด...
 

ศจ.น็อกซ์บอกให้จำความรู้สึกนี้ไว้งั้นสินะ...
 

...กลิ่นหอมบางเบาแตะกระทบจมูก กลิ่นที่เคยคุ้นในความทรงจำ แต่ไม่อาจระบุชี้ชัดว่าคืออะไร


เงาของใครบางคน...


พร่าเลือน วูบไหว แต่กลับทำให้สมาธิที่รวบรวมไว้วูบหายเหมือนเม็ดทรายไหลลอดร่องนิ้ว...
 
 
 
 

รู้สึกถึงแรงต้านที่ผลักคทาให้เบนออกจากเป้าหมาย ราห์ลค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองสิ่งที่เสกออกมาได้...สิ่งที่ทำให้คนที่สนใจอะไรยากอย่างเรนถึงกับต้องลุกมามอง




ไส้เดือนสีเขียวแก่ตัวเท่าแขนดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ตรงหน้า...




ห๊ะ!!!
 

จิตใต้สำนึกของราห์ล คาซา คือไส้เดือนงั้นเรอะ!
 

ร่างโปร่งรู้สึกเหมือนจะล้มทั้งยืน ในขณะที่เทมเมอร์แห่งแอเรียสเพ่งพินิจเจ้าสัตว์ไม่มีขาตรงหน้าอย่างสนใจ
 
 

"นี่มันแปลก..."
 

ราห์ลเหลือกตาขึ้นฟ้า แค่จิตใต้สำนึกออกมาเป็นไส้เดือนก็แย่พอแล้ว นี่ยังเป็นไส้เดือนที่แม้แต่เทมเมอร์ยังว่าแปลกอีกงั้นเหรอ
 

"แปลกยังไงล่ะรูมเมท" ร่างโปร่งเอ่ยอย่างละเหี่ยใจ นิ้วเรียวเริ่มจิ้มเจ้าสัตว์ตรงหน้าเล่น
 

"ดูเผินๆ ก็เหมือนไส้เดือนธรรมดา แต่สีกับขนาดของมันแปลกกว่าที่เคยเห็นน่ะ สีมันเหมือนงู..."
 

"ก็สัตว์จากจิตใต้สำนึกของฉันนี่ จะออกมาพิลึกก็คงไม่แปลกอะไร...แต่ โธ่ ไส้เดือน...ตอนยังจำความไม่ได้ฉันเคยถูกไส้เดือนงับหัวหรือไงวะ..." ราห์ลยกมือขึ้นกุมขมับมองไส้เดือนตรงหน้าอย่างปลงๆ เรนปรายตามองอีกฝ่ายนิดหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเรียบ 
 

"ไม่หรอก ไส้เดือนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อคน..."


 

ราห์ล คาซา เหลือกตาขึ้นฟ้าเป็นคำรบสอง...

สมกับเป็นเรน เวเลโน่จริงๆ ให้ตายเหอะ...
 
 
 
 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 

ความฝันของราห์ลในคืนนั้นเลือนรางด้วยหมอกควันและฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมจาง...
 

กลิ่นหอมของดอกไม้กลางคืนเดือนมืดเหมือนมีแรงดึงดูดให้เด็กน้อยผมสีน้ำตาลไหม้แอบย่อง
ออกจากโรงละครของตนเข้าไปในป่าที่ห่างออกไป
 
 

ก็แค่อยากรู้ว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นอะไร
 

แค่อยากรู้ว่าดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนหวานนี้จะงดงามเพียงไหน
 

อยากรู้แค่นั้นจริงๆ

 
 

ขาเล็กพาเจ้าตัวลัดเลาะอ้อมทิวไม้ตามกลิ่นหอมมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงใต้ร่มไม้ใหญ่

...งูเหลือมขนาดยักษ์ชูคอจ้องเด็กน้อยอย่างประสงค์ร้าย
ดวงตาวาววับสะท้อนประกายอยู่ในความมืด 
สีเขียวแก่ผิดเพศพันธุ์เลื่อมวาวจนชวนขนลุก...
 
 

ขาเล็กทรุดลงอย่างหมดแรง
 

ริมฝีปากเผยออกแต่ไร้เสียงร้องเมื่อนัยน์ตางูหันมาสบแล้วอ้าปากกว้างอวดเขี้ยวคม...
 
 

"อยู่นิ่งๆ...อย่าร้องนะ..."
 

เสียงทุ้มที่เริ่มแตกพร่าตามวัยเหมือนดังก้องมาจากที่ไกลๆ
แผ่นหลังกว้างเคลื่อนเข้ามาบดบังภาพน่าขนลุกของงูร้าย
 
 

ใครกันนะ...
 
 

ในความฝันเลือนราง ราห์ลพยายามมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัด
แต่ตั้งแต่ช่วงไหล่ของคนๆ นี้ขึ้นไปเหมือนมีหมอกปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
...มองเท่าไรก็มองไม่ชัดเสียที
 


ใครกัน...

 

"ช้าๆ...มากับฉัน..."
 

รู้แต่ว่ามือใหญ่ที่ส่งมาให้เกาะกุมเป็นหลักยึดแล้วพาถอยออกมาจนพ้นรัศมีของงูร้ายนั้น
ช่างอบอุ่นเหลือเกิน...




++++++++++++++++++++++++++++++++++++



 
 

คืนที่สองกับการทดลองทำการบ้านวิชาศาสตร์เวทมนตร์พื้นฐาน...
 

ราห์ลยืนนิ่งอยู่หน้ากองผงชักนำจิตใต้สำนึกกับเส้นผม ข้างหลังเป็นรูมเมทที่ดูจะสนใจการบ้านของเขาขึ้นมากโขหลังจากเจ้าตัวเสกได้ไส้เดือนประหลาดที่หายไปเมื่อตอนเช้า ดวงตาสีน้ำผึ้งมองกระดาษคำสั่งของศจ. น็อกซ์นิ่ง...
 


"และเวทมนตร์นี้ใช้ได้วันละครั้งเท่านั้น ใครใช้เกิน อย่าหาว่าไม่เตือน เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ"

 

...เรื่องของจิตใจ...จะเกี่ยวกับความฝันเมื่อคืนรึเปล่านะ...

 

ราห์ลสูดหายใจลึกยาว ยกคทาในมือขึ้นชี้ไปข้างหน้า คิดถึงความรู้สึกกลางหมอกควันและความฝันเมื่อคืน...
 
 
 
 
 

...เหมือนทั้งสองอย่างหลอมรวมเป็นสิ่งเดียว...


...ร่างสูงของใครบางคนปรากฏขึ้นเลือนลางกลางหมอก...
 
 
คุ้นเคย แต่ก็เหมือนคนแปลกหน้าไปพร้อมๆ กัน
 
 

...ใครกันแน่...
 
 

...รอยยิ้ม สัมผัสอบอุ่นที่เรือนผม...
 

...เสียงผ้าเสียดสีกัน เสียงหัวเราะของตัวเขาเองและใครบางคนที่ไม่เห็นหน้า...
 


จะไปไหนน่ะ...อย่าเพิ่งไปสิ...

 

ราห์ลออกวิ่งตามเงาร่างอีกฝ่ายที่ก้าวห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ทัน
 
รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คทาเบนออกจากเป้าหมาย
 
และรู้ได้โดยไม่ต้องลืมตาว่าพลาดอีกแล้ว...

 

ไม่เป็นไร...ฉันเห็นแล้ว คราวหน้าจะไม่ให้พลาดแน่.....
 
 
 
 
 

เสียงหัวเราะที่พยายามกลั้นไว้ของรูมเมททำให้ราห์ลค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้...แล้วก็ได้แต่นึกว่าไม่ลืมขึ้นมาซะจะดีกว่า.....

 

กางเกงทรงฟักทอง...

 

ราห์ลถอนหายใจเฮือก นึกปลงกับความสามารถด้านเวทมนตร์ของตัวเองมากกว่าจะตกใจหรือแปลกใจ  แต่เสียงเรียบๆ กวนประสาทของรูมเมทก็ทำเอาต้องแก้ตัว 
 

"เพิ่งรู้ว่านายมีรสนิยมอย่างนี้นะรูมเมท นอกจากกางเกงในลายหมีน้อยแล้วยังมีกางเกงในทรงฟักทองอีกงั้นเหรอ..."
 

"อะไรรูมเมท รสนิยมของรูมเมทต่างหากที่น่าห่วง นี่มันอาจจะไม่ใช่กางเกงในฟักทองก็ได้ ทรงอย่างนี้มันกางเกงสมัยพระเจ้าหลุยส์ต่างหาก..."
 


ประโยคขาดไปกลางคันเมื่อคำบางคำในนั้นกระตุกความรู้สึกบางอย่างแบบอธิบายไม่ได้
 

กางเกงสมัยพระเจ้าหลุยส์?...มันทำไมกันล่ะ?
 

...ทำไมมัน...คุ้นแปลกๆ นะ......
 
 
 
 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 


เสียงหัวเราะพร่าอย่างเด็กหนุ่มที่เสียงเริ่มแตกดังก้องไปทั่วบริเวณ
เมื่อเห็นเด็กน้อยตาสีน้ำผึ้งแต่งตัวเดินออกมาด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
 

"ฮะๆๆๆๆๆๆๆ ราห์ลทำอะไรน่ะ ใส่กางเกงในไว้ข้างนอกไว้อย่างนี้ไม่อายรึไง
กางเกงฟักทองด้วย เด็กชะมัดเลย ฮะๆๆๆๆๆๆ"
 

เด็กน้อยหน้ามุ่ย เบะปากแต่ก็ยังดื้อดึงพอที่จะตอบโต้
 

"อะไรกันเล่า
นี่มันกางเกงพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสามเชียวนะ เรื่องสามทหารเสือไง ไม่เคยได้ยินล่ะสิท่า 
พี่ๆ ตัดชุดนี้ให้ฉันใส่โดยเฉพาะเลยนะ เขาจะให้ฉันเล่นเป็นพระเจ้าหลุยส์ด้วย
อิจฉาก็บอกมาเถอะน่า" 
 
ใบหน้าเล็กๆ เชิดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
 
 

"เล่นอะไรกัน เด็กขนาดนี้จะเล่นเป็นอะไรได้"
 
มือสากกร้านเอื้อมมาขยี้ผมสีน้ำตาลไหม้ด้วยความเอ็นดู 
อีกมือแกล้งยื้อกางเกงป่องๆ นั้นไว้ด้วยความอยากแกล้ง
 
 

"เล่นได้สิ ฉันเล่นละครเก่งนะ ไว้ได้ดูฉันเล่นแล้วจะอึ้ง"
 
เด็กน้อยแยกเขี้ยวใส่ ไม่วายจะเอ่ยอวดด้วยความภูมิใจกับละครเรื่องแรกของตน
มือเล็กยื้อกางเกงให้หลุดจากมืออีกคนอย่างหวงแหน
เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กหนุ่มได้เป็นอย่างดี
 
 
...เด็กหนุ่มที่ยืนย้อนแสงตะวัน แสงส่องผ่านจากด้านหลังเป็นเงาเข้ม 
บดบังใบหน้าไว้จนมองไม่ออก...
 
 
 

...เสียงผ้าเสียดสีกัน เสียงหัวเราะของตัวเขาเองและใครบางคนที่ไม่เห็นหน้า...
 
 

ราห์ลยิ้มออกมาน้อยๆ โดยไม่รู้ตัวแม้จะอยู่ในความฝัน
 


...ตอนนี้ไม่เห็นหน้าก็ไม่เป็นไร...




...ทำไมถึงมั่นใจว่าจะได้เห็นหน้าในวันพรุ่งนี้ขนาดนี้นะ...
 
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
ลงชื่อรูมเมทเป็นพยาน: เรน เวเลโน่
 
 
 
 
เฮ~ ขอตัดจบพาร์ทแรกแต่เพียงเท่านี้ค่ะ *ปาดเหงื่อ
 
 
เป็นสองครั้งแรกที่ไม่สำเร็จนะคะ ครั้งแรกได้ไส้เดือนยักษ์ ครั้งที่สองได้กางเกงทรงฟักทอง... *กุมขมับแทนลูก* ราห์ลเป็นพวกอ่อนเวทค่ะ ทั้งสองอย่างอยู่ได้แค่ 9 ชั่วโมงเท่ากัน
 
 
 
แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะมีความมั่นใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วนะเนี่ย...
 
 
 
เหลืออีกครั้งเดียวแล้วนะลูกเอ๊ย ขอให้สำเร็จไปได้ด้วยด้วยดีแล้วกันนะ
 
(ยังไม่ส่งเลยยังไม่ติดแท็ก mindmagic รอส่งเอนทรี่ต่อไป คงไม่เป็นไรสินะคะ?)
 
 

edit @ 27 Nov 2011 18:48:44 by dearizm

[EED] Roommate

posted on 09 Nov 2011 17:13 by dearizm  in EED
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
*ส่งต่อให้ลูกชาย
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++

 
 
สวัสดีครับทุกคน ราห์ล คาซา นักแสดงจากแอเรียสครับ
 
 
สำหรับวันนี้ผปค.ผมบอกว่าจะให้มาพูดถึงเรื่องรูมเมท อืม...ว่ายังไงดีล่ะครับ รูมเมทของผมมีแค่คนเดียวครับ เพราะเป็นห้องของหัวหน้าชายชั้นปีที่ 4 แผ่นดินประชาชน
 
จริงๆ แล้วมีหัวหน้าชั้น 3 คน แต่อีกคนเป็นผู้หญิงเลยต้องแยกกันอยู่ครับ
 
 
รูมเมทของผมคือผู้ชายคนนี้... เรน เวเลโน่
 
 
เรนเป็นคนที่...จะว่ายังไงดีล่ะ เป็นคนประเภทที่ผมรับมือยากที่สุดเลยล่ะครับ *ขำ* แบบพวกพูดน้อย ต่อยหนัก รักสัตว์ อะไรแบบนั้น แต่พอได้อยู่ร่วมกันมาสี่ปีเต็ม เราก็เข้ากันได้ดีแบบแปลกๆ ครับ
 
 
 
อะไรนะครับ...ไม่ชัดเจนพอ? ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องอธิบายรายละเอียดกันสักเล็กน้อยแล้วล่ะนะครับรูมเมท *ยิ้มพิมพ์ใจ
 
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
รูมเมทของผมเป็นคนที่พูดน้อย...
 
 
 
ปีหนึ่ง
 
"สวัสดี ฉันราห์ล คาซา จากแอเรียส เป็นหัวหน้าชั้นปีเหมือนกัน ฝากตัวด้วยนะ" *ยิ้ม
 
"อืม..."
 
"..."
 
"...เรน เวเลโน่..."
 
"เรนอาชีพอะไรงั้นเหรอ"
 
"เทมเมอร์..."
 
"โอ้ เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากเลยนะ *ตาโต* เทมเมอร์นี่ต้องทำอะไรบ้างล่ะ?"
 
"ทุกอย่าง..."
 
"..."
 
"..."
 
จบการสนทนา...
 
 
 
ปีสอง
 
"หวัดดีเรน กินอะไรมารึยัง"
 
"กินแล้ว..."
 
"..."
 
"..."
 
"เรนเป็นเทมเมอร์สินะ" *เปิดประเด็นเตรียมชวนคุยต่อ
 
"ใช่...นายนี่ความจำสั้นนะ..."
 
จบการสนทนา...
 
 
 
ปีสาม
 
"เรน เวเน็ตต้าหายไปไหนน่ะ?"
 
"วันนี้เธออยากไปอยู่ข้างนอกบ้าง สงสัยจะเบื่อนาย"
 
"...ฉันว่าเธอคงเบื่อเรนมากกว่าล่ะมั้ง..."
 
"ว่าไงนะ..."
 
"..."
 
จบการสนทนา
 
 
 
ปีสี่
 
"หวัดดีเวเน็ตต้า"
 
"..."
 
จบการสนทนา
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
รูมเมทของผมเป็นคนที่ต่อยหนัก...
 
 
 
"เรน นี่งานของหัวหน้าชั้นปีครั้งนี้ ฉันแบ่งจากแบลร์มาให้เรียบร้อยแล้ว...คราวนี้ด่วนหน่อยนะ" 
 
ราห์ลเดินเข้ามาในห้องพร้อมกองเอกสารด่วนปึกหนาสูงเกือบถึงคาง เด็กหนุ่มวางมันลงบนโต๊ะตนเองก่อนจะยกแบ่งครึ่งหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะของเรนเสร็จสรรพ แต่รูมเมทของเขาก็ยังคงนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงหน้าตาเฉย มือใหญ่แข็งแรงลูบประคองลูกนกเหยี่ยวตัวเขื่องที่เก็บมาได้อย่างถนอม ราห์ลเท้าแขนกับพนักเก้าอี้มองอีกฝ่ายที่ดูไม่รู้ร้อนรู้หนาวแล้วขมวดคิ้วนิดๆ
 
 
 
"...ได้ยินฉันใช่มั้ยรูมเมท"
 
"อืม..."
 
เรนยังคงพูดน้อยเหมือนที่เขาคุ้นเคยมาตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน แต่เป็นประโยคต่อมาที่ทำเอาอารมณ์กรุ่น...
 
"...ฝากนายด้วยแล้วกันนะ"
 
 
 
"เรน เวเลโน่..." 
 
คิ้วเรียวเริ่มขมวดเข้าเรื่อยๆ ถึงอีกฝ่ายจะช่วยงานในฐานะหัวหน้าชั้นปีอยู่เสมอ แถมบทจะขยันก็ขยันเอาการ แต่อาการพูดโบ้ยที่เป็นตลอดเวลาที่มีงานก็ทำเอาคนขี้บ่นอย่างราห์ลหงุดหงิดไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานด่วนครั้งนี้ ร่างเล็กกว่าเดินไปหยิบถุงอาหารนกมาถือไว้อย่างเก็บอารมณ์
 
 
 
"ถ้าเรนจะหยุดพูดแบบนั้นแล้วมาทำงานดีๆ อย่างที่เคยทำมาฉันจะขอบคุณมากเลย..."
 
"ก็มันจริงนี่...ฝากด้วยนะ ฉันต้องดูแลเจ้านี่น่ะ"
 
ใบหน้าคมก้มลงจนเกือบชิดลูกเหยี่ยวในอ้อมแขนเหมือนไม่มีอะไรในโลกจะน่าสนใจไปกว่านี้...ไม่แม้แต่ตำแหน่งหัวหน้าชั้นปีของตัวเอง...

และเมื่อเสียงเล็กแหลมร้องขออาหาร นัยน์ตาสีเขียวก็กวาดไปรอบห้องจนมาหยุดอยู่ที่ถุงอาหารในมือราห์ล 
 
 
 
"...อยู่ว่างๆ ทำไมล่ะ ให้อาหารมันหน่อยสิรูมเมท เอาไปแช่น้ำก่อนนะ เดี๋ยวมันกินไม่ไหว"
 
 
 
คำว่าว่างคำเดียวที่ทำเอาความอดทนที่มีลดฮวบ...
 
 
 
"...ฉันไม่ได้ว่างสักหน่อย...แล้วจริงๆ เราก็ไม่ว่างเหมือนกันนะเรน"
 
ราห์ลเอ่ยเสียงเย็น ร่างโปร่งสาวเท้าเข้าหา มือเรียวสาดอาหารนกใส่รูมเมทตั้งแต่บนตักไปถึงขอบหน้าต่างเป็นทางยาวแล้วขว้างถุงเปล่าออกนอกหน้าต่างอย่างเกเร ในใจหงุดหงิดกับลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของรูมเมทเต็มแก่ 
 
 
 
ทั้งๆ ที่ไม่ควรหงุดหงิดขนาดนี้ แต่เหมือนอะไรหลายอย่างสะสมมาระเบิดในวันเดียว
 
 
 
"...ทำอะไรน่ะ"
 
เรนเอ่ยเสียงเรียบ มองเศษอาหารนกบนตักตัวเองนิ่งในขณะที่เหยี่ยวตัวน้อยไล่จิกกินอาหารออกจากตักไปอย่างเริงร่า
 
 
"ให้อาหารนกไง..."
 
ราห์ลพูดเสียงเย็นพอกัน ตาสีน้ำผึ้งมองตามเหยี่ยวไปอย่างไม่สนใจอีกฝ่าย 
 
 
 
เหยี่ยวตัวน้อยไล่จิกกินอาหารไปเรื่อยๆ อย่างไม่สนใจบรรยากาศในห้อง ตั้งแต่บนเตียง ข้างเตียง...เรื่อยไปจนถึงขอบหน้าต่าง และเมื่อแถวอาหารสิ้นสุดลง ปีกเล็กก็กางออกโผบินออกไปนอกหน้าต่างต่อหน้าต่อตาเรนที่คิดว่ามันยังบาดเจ็บอยู่ ร่างสูงผุดลุกขึ้นถลาไปที่ขอบหน้าต่าง แต่ราห์ลคว้าไหล่กว้างไว้อย่างหาเรื่องแล้วดึงกระชากจนอีกคนหงายหลังล้มลงไปบนเตียง
 
 
 
"มันไม่เป็นไรหรอกน่า"
 
"นายจะรู้ได้ไง นายไม่เคยสนใจมันสักหน่อยนี่...พวกรังแกสัตว์"
 
 
 
ความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดยิ่งดิ่งวูบลงไปกว่าเก่า...
 
 
 
"...ฉันไม่อยากโดนคนไม่มีความรับผิดชอบว่าเอายังงี้หรอกนะ"
 
 
 
"ว่าไงนะ"
 
มือใหญ่กระชากร่างเล็กกว่าให้หงายหลังล้มลงมาแทน เขาก็เริ่มหงุดหงิดจนทนไม่ไหวเหมือนกัน จะขี้บ่นอะไรกันนักกันหนา
 
 
"โครม!"
 
ราห์ลที่ถูกกระชากจนเซหงายหลังลงหัวฟาดกับหัวเตียงเสียงดังลั่นจนเรนถึงกับนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่ได้ตั้งใจก็จริง แต่สีหน้าเรียบเฉยเย็นชาอันเป็นธรรมชาติของเจ้าตัวที่แสดงออกมาก็ทำเอาเส้นความอดทนขาดผึงแม้ความเจ็บที่หัวจะไม่ได้รุนแรง
 
 
.
.
.
.
.
.
 
 
"พลั่ก!"
 
...และนั่นเป็นหมัดแรกของราห์ล คาซาที่ต่อยเข้าที่ซีกหน้าของเด็กหนุ่มรูมเมทที่สูงใหญ่กว่าเขาร่วมสิบเซนต์
 
 
"พลั่ก!!!"
 
...และหมัดแรกของเรน เวเลโน่ที่ต่อยกลับใส่รูมเมทสุดแสนขี้บ่นจนน่าหงุดหงิดที่อยู่ร่วมกันมาหลายปี
 
 
 
 
 
...การต่อสู้แบบเด็กๆ สุดแสนจะไร้สาระที่เรียกรอยยิ้มขบขันของทั้งคู่ได้ทุกครั้งที่ย้อนกลับไปนึกถึง...หมัดต่อหมัดที่เหมือนละลายน้ำแข็งและความหมั่นไส้ต่างๆ นานาที่มีต่อกันไปหมดสิ้น...
 
 
 
 
 
"..."
 
เรนนอนหงายหลังแผ่อยู่บนเตียง ใบหน้าคมคายมีรอยช้ำเล็กน้อย ต่างกับรูมเมทตัวเล็กกว่าที่นอนหมดแรงอยู่ข้างๆ รอยช้ำกระจายเกลื่อนทั้งใบหน้าและตามตัว แถมมุมปากแตกเลือดซิบอีกต่างหาก...
 
 
...สมควรแล้วราห์ลเอ๊ย...ตัวก็เล็กกว่าตั้งคืบยังจะไปต่อยกับเขา...นักแสดงจะสู้เทมเมอร์ได้ไงวะ...
 
 
ยังไม่ทันที่ราห์ลจะได้ด่าตัวเองให้สมใจหรือทั้งคู่จะมีอารมณ์ลุกมาต่อยกันรอบสอง เจ้าลูกเหยี่ยวเจ้าปัญหาก็โผบินกลับเข้ามาในห้อง กรีดปีกตีวงโค้งก่อนจะเกาะลงที่เก้าอี้ของราห์ลอย่างสวยงาม เอียงคอมองทั้งสองคนตาใสเหมือนไม่รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
 
 
 
"..."
 
 
 
"...ฉันรู้ว่าปีกมันหายดีตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนให้อาหารมันวันก่อนที่เรนไม่อยู่"
 
ราห์ลเอ่ยเรียบๆ มือเล็กลูบมุมปากที่เจ็บแปลบจากการอ้าปากพูด
 
 
 
 
"..."
 
เรนยังคงเงียบอย่างสมควรได้รับฉายารูมเมทที่พูดน้อยที่สุดในโลก ร่างสูงยันตัวลุกขึ้นอย่างง่ายดายก่อนจะทำสิ่งที่ทำให้ราห์ลถึงกับอมยิ้ม
 
 
 
 
...เดินไปนั่งที่โต๊ะตัวเองแล้วเริ่มตรวจเอกสารด่วนที่ได้รับมอบหมายมา...
 
 
 
 
"...นอนบื้ออะไรอยู่เล่า...งานด่วนไม่ใช่รึไง..."
 
"อืม..."
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
รูมเมทของผมเป็นคนรักสัตว์ครับ
 
เขาทำให้ผมแปลกใจได้ตลอดว่าจริงๆ แล้วเอดินเบิร์กคือสวนสัตว์เปิดรึเปล่า เพราะเพื่อนของเขาแต่ละตัวที่มาเยี่ยมนี่มัน...
 
 
 
 
"เรนอยากนอนเตียงไหนล่ะ ซ้ายหรือขวา"
 
"เตียงไหนก็ได้ แต่ต้องให้เวเน็ตต้าอยู่ตรงกลางนะ..."
 
 
 
 
 
"เวเน็ตต้าของเรน...เธอคงจะไม่กินฉันใช่มั้ย?" *ถามทีเล่นทีจริง
 
"ไม่หรอก...เธอไม่กินของดิบน่ะ" *ตอบอย่างจริงจังสุดๆ
 
 
 
 
 
"ฉันขอเอาเจ้านี่มาไว้ที่ห้องได้มั้ย ปีกมันหักน่ะ หวังว่าคงจะไม่รบกวนนาย"
 
"ได้สิ"
 
...นกอินทรีตัวใหญ่
 
 
 
"ขอให้มันอยู่ด้วยสักพักนะ อุ้งเท้ามันเจ็บ"
 
"อืม..."
 
...หมาป่าตัวเขื่อง
 
 
 
"แค่สองสามวันนั่นล่ะ จนกว่าจะหาพ่อแม่มันเจอ..."
 
"อาฮะ..."
 
...เสือขาวตัวย่อมๆ
 
 
 
"...มันท้องเสียน่ะ"
 
"...จะทำอะไรก็ทำเหอะ" *ปิดหน้า
 
...จระเข้ตัวเต็มวัย
 
 
 
 
และเหตุการณ์ล่าสุดที่แสดงความ "รักสัตว์" ของรูมเมทผมได้เป็นอย่างดีครับ
 
 
 
"ปุ้ง!!"
 
"..."   *ยืนมองขาแมงมุมรวม 3 ea และซากแมงมุมครึ่งตัวที่เสกมาจากจิตใต้สำนึกของรูมเมทอย่างอาดูร
 
 
 
 
...รูมเมทของผมน่ะ "รักสัตว์" จริงๆ นะครับ *ยิ้มพิมพ์ใจ
 
 
 
 
 
 
 
ลงชื่อ
 
 
ราห์ล คาซา
 
 
ห้องที่หนึ่ง (ห้องหัวหน้าชั้นปี)

ปีสี่ แผ่นดินประชาชน
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
เป็นอันว่าขอจบเอนทรี่รูมเมทของลูกไว้เพียงเท่านี้นะคะ *โค้ง
 
 
ก่อนอื่นก็ต้องขอโทษทุกคนที่เข้ามาอ่านด้วยที่มันเป็น text ล้วนและยาวมาก แถมติดกันเป็นพืดไม่มีความน่าสนใจอีกต่างหาก ซึ่งเราก็ขอยอมรับความผิดโดยดุษฎี และขอมอบรางวัลบล็อกเกอร์ดันทุรังดีเด่นแห่งปีให้ตัวเอง เพราะว่าเราอัพเอนทรี่นี้จากไอพอดค่ะ!!! *ปาดน้ำตา
 
 
ที่ต้องรีบอัพมากเพราะเราหนีน้ำท่วมจากกรุงเทพมาอยู่ที่ขอนแก่นแล้วไม่มีคอมใหญ่กับเน็ตดีๆ ใช้ค่ะ แต่ต้องขออัพไว้ก่อนเพราะกำลังจะเดินทางกลับบ้านและอาจจะกลับไม่ทันวันหมดเขตอัพ ประสิทธิภาพของไอพอดทำได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ ขอโทษจริงๆ นะคะ
 
ถ้ามีโอกาสจะมาอีดิทใหม่ให้สวยงามก่อนวันหมดเขต...ถ้ามีโอกาสนะคะ TTwTT
 
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
แล้วก็ได้กลับมาอีดิทใหม่ให้อ่านออกค่ะ เพิ่งมาเห็นทีหลังว่ามันติดกันเป็นพืดมากจนอ่านไม่รู้เรื่องเลย *ปิดหน้า
 
หวังว่าจะยังส่งทันนะคะ ^^
 
 
 
 
ความสัมพันธ์ของราห์ลกับเรนเป็นแบบ Friendly Rival ค่ะ (ฮา) เป็นสองคนที่ชอบกัดกัน แต่จริงๆ แล้วก็สนิทและเป็นห่วงกันนะคะ
 
 
เอนทรี่นี้จะเป็นเรนในความคิดของราห์ล เพราะฉะนั้นอาจจะออกมาทำร้ายเรนไปหน่อย กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย 555+ *กราบ



edit @ 10 Nov 2011 20:57:18 by dearizm